วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2552

ความรัก กับ รองเท้า

รองเท้าแตะส่วนมากขายตามร้านทั่วไป ดังนั้นเวลาเราไปเห็นก็ไม่เคยจะนึกสนใจ มีคนเสนอขายให้ราคาถูกๆ ก็ไม่เคยคิดจะซื้อ แต่พอจำเป็นเข้าจริงๆ ก็ต้องไปซื้อมาแก้ขัดก่อนอยู่ดี รองเท้าบางคู่สบายใหม่ๆ อาจรู้สึกสบาย แต่ถ้าใส่นานๆ เข้า อาจจะรู้สึกว่ารองเท้าคู่นี้ไม่เหมาะกับเรา อยากจะถอดทิ้งเสียเหลือเกิน รองเท้าบางคู่ลองใส่ที่ร้านแล้วรู้สึกแปลกๆ อาจมีบ้างที่คับไป หรือ หลวมไป แต่ใครจะรู้ว่าบางทีพอใส่ไปซักพัก หนังอาจจะขยายพอดีกับเท้าของเรา จนรู้สึกว่าดีเหลือเกินที่ตอนนั้นตัดสินใจเลือกคู่นี้ รองเท้าบางคู่ ดูภายนอกอาจตลก แต่รู้มั๊ยว่าบางทีเมื่อมันมาอยู่คู่กับเท้าของเรา อาจจะทำให้ทั้งเท้าของเราและรองเท้าดูดีผิดหูผิดตาไป ส่วนรองเท้าคู่ไหนที่เห็นคนอื่นใส่แล้วดูดี ก็ไม่แน่เสมอไปว่ามาอยู่กับเราแล้วจะดีเหมือนอยู่กับคนอื่น ... ....เคยเจอมั๊ย...ใครที่มีรองเท้ามากมายเกินความจำเป็น เขาเหล่านั้นก็คงจะไม่รู้ว่าคู่ไหนเป็นคู่โปรด ตราบเมื่อเค้าได้เสียรองเท้าคู่นั้นไป ซึ่งมันก็อาจจะสายไปเสียแล้วที่จะทวงคืน แล้วรองเท้าตามโรงแรมล่ะ รองเท้าสาธารณะเหล่านั้นที่ได้ผ่านเท้าของผู้คนมามากมาย บางคู่อาจยังใหม่ บางคู่อาจดูโทรม ส่วนบางคู่อาจจะนำพาโรคมาสู่ผู้ที่ใส่ แต่รองเท้าสาธารณะเหล่านี้ มีความเหมือนกันอยู่อย่างนึงคือ ยากมากจนเรียกว่าแทบจะไม่มีเลย ที่จะมีคนมาขอซื้อเป็นเจ้าของ นอกเสียจากซื้อไว้ดูเล่น ซึ่งก็จะไม่มีทางได้สัมผัสกับ ความรัก ระหว่างเจ้าของกับรองเท้า...เฮ้อ...น่าสงสาร.... ...รองเท้าที่เหมาะกับเรา หาไม่ยาก และไม่ง่าย แต่ถ้าเดินไปแล้วเจอคู่ที่ถูกใจ อยากบอกว่า ให้รีบตัดสินใจซื้อ ก่อนที่จะถูกคนอื่นมาชิงตัดหน้าไปก่อน ซึ่งรองเท้าคู่นั้นอาจจะเป็นคู่เดียวในโลกที่เหมาะกับเรามากที่สุดก็ได้ ส่วนรองเท้าบางคู่ที่ไม่เหมาะกับเรา ใส่แล้วไม่รู้สึกสบาย ขอแนะนำว่าอย่าพยายามใส่ต่อไปอีกเลย มีแต่จะทำให้เราทรมาน เพราะในที่สุดเราก็ต้องโยนมันทิ้งไปอยู่ดี ..รองเท้าสมัยใหม่ ดูแล้วกิ๋บเก๋ แต่รองเท้าสมัยเก่าใส่แล้วก็ดูดีไปอีกแบบ จะสมัยไหนก็ช่าง ขอให้ใส่แล้วสบายที่สุด แล้วเมื่อเจอแล้วจงใส่มันอย่างถะนุถนอม จะได้อยู่กับเราไปนานเท่านาน แต่ที่แน่ๆ คุณจะไม่มีวันได้รู้หรอกว่ารองเท้าคู่ไหนเหมาะกับคุณที่สุดจะเมื่อคุณได้ลองใส่มันเท่านั้น ... ..วันนี้คุณได้เจอรองเท้าที่คุณคิดว่าเหมาะกับคุณที่สุดหรือยัง.... พยายามเสาะหาต่อไปเถอะ เราเชื่อว่าซักวันคุณจะได้เจอรองเท้าคู่ที่ดีที่สุดสำหรับคุณอย่างแน่นอน... ...อย่าเลยนะ...อย่าพยายามเดินเท้าเปล่าเลย เพราะบนถนนมีสิ่งที่เป็นอันตรายต่อเท้าของคุณมากมาย หารองเท้าซักคู่มาใส่ป้องกันก่อนดีกว่า แม้ว่าคู่นั้นอาจจะยังไม่ใช่คู่ที่ดีที่สุดสำหรับคุณก็ตาม

สมุนไพรและ อาหารต้านมะเร็ง

หลายคนคงเคยสงสัยที่มีการวิจัยบอกว่าพบสมุนไพรหลายชนิดที่เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย อย่างน้ำลูกยอที่ผ่านกระบวนการสกัดด้วยน้ำร้อน สารสกัดหญ้าปักกิ่งที่ได้จากการสกัดด้วยน้ำ หรือแม้แต่สมุนไพร ตัวใหม่ที่เป็นที่นิยมกันปัญจขันธ์หรือเจียวกู่หลาน นั้น ควรจะมีการบริโภคอย่างไรจึงจะพอเหมาะพอดี เรื่องนี้ ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว เภสัชกร รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เขียนไว้ใน อภัยภูเบศรสาร เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา บอกว่า ไม่แนะนำให้รับประทานสมุนไพรเพียงชนิดเดียวเพื่อหวังให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานดีขึ้น แต่คงต้องใช้หลายๆ ตัวช่วยกัน เพราะการรับประทานสมุนไพรนอกจากได้พฤกษเคมี (phytochemical substance) แล้วเรายังได้สารอาหารที่มีประโยชน์ต่างๆ ที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงได้อีกทางหนึ่งด้วย ส่วนเรื่องอาหารและสมุนไพรต้านหรือลดมะเร็ง ตามที่ข้อมูลวิทยาศาสตร์วิจัยพบ อย่างมะเขือเทศต้านมะเร็งต่อมลูกหมากเพราะมีสาระสำคัญชื่อ ไลโคปีน ผักในตระกูลกะหล่ำ อย่างกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก และบรอคโคลี มีสารซัลโฟราเฟน และพืชอื่นๆ อีกนั้น ต้องพึงระลึกไว้ว่ายังไม่มีการวิจัยในคนเลยที่บอกว่าคนที่เป็นมะเร็งหากรับประทานสมุนไพร ชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างเดียวเป็นเวลาหลายๆปีแล้วจะลดการเกิดมะเร็งได้หรือไม่ ดังนั้น เภสัชกรผกากรองจึงแนะนำว่าให้เลือกรับประทานผักมากๆ รองลงไปเป็นข้าว โดยเฉพาะข้าวกล้อง รองลงมาเป็นผลไม้และเนื้อสัตว์ และเพิ่มสมุนไพรต้านมะเร็งเข้าไปในมื้ออาหารของคุณด้วย ก็จะช่วยให้แข็งแรงขึ้น ดีกว่ารับประทานอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างเดียว.

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

กินช็อกโกแลต ดื่มชาและเหล้าไวน์ ช่วยบำรุงสติ ปัญญาได้

ทีมนักวิทยาศาสตร์ของคณะสรีรวิทยา กายวิภาควิทยาและพันธุกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล้ารับประกันว่า กินช็อกโกแลต ดื่มชาและเหล้าไวน์ บำรุงสติปัญญาได้จริง เพราะรู้จากผลการศึกษาว่า คนที่กินและดื่มสิ่งที่เป็นอาหารเหล่านี้ จะทำคะแนนเฉลี่ยในการทดสอบได้สูงพวกเขาได้ศึกษาหาความเกี่ยวพันของสมรรถภาพทางสมองกับ การบริโภคอาหารสามัญ 3 อย่างนี้ ซึ่งล้วนแต่มีสารฟลาโวนอยด์อย่างอุดม ในหมู่ผู้สูงอายุ วัยระหว่าง 70-74 ปี จำนวน 2,031 คน โดยขอให้กรอกข้อมูลในเรื่องอาหารการกิน และจับทำการทดสอบสมรรถภาพทางสมองรวมกันหลายชุดขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังมีความสนใจ ในบทบาทของพวกสารอาหารรองที่เกี่ยวพันกับความเสื่อมทางสติปัญญากันมากขึ้น โดยเฉพาะผลไม้ และเครื่องดื่มอย่าง ชา เหล้าไวน์แดง โกโก้ และกาแฟ ซึ่งต่างเป็นแหล่งอาหารที่มีสารโพลีฟีนอลส์ อันเป็นสารอาหารรองที่มีอยู่ในอาหารที่มาจากพืช อย่างไรก็ตาม รายงานผลการศึกษาซึ่งเสนออยู่ในวารสาร “ โภชนาการ” ได้เตือนว่า ไม่ควรดื่มเหล้า ที่มีข่าวว่าช่วยส่งเสริมสติปัญญาได้ และอาจจะมีสรรพคุณลดโอกาสของการเป็นโรคสมองเสื่อม ในช่วงเทศกาลวันหยุดส่งท้ายปีเก่าขึ้นปีใหม่ หนักข้อไปนัก เพราะการดื่มมากเกินไปอาจให้โทษ เป็นสาเหตุของโรคสมองเสื่อมเสียเองหนึ่งในหลายสาเหตุได้ ทั้งยังก่อปัญหาสุขภาพอื่นๆ อีกมากมายด้วย.

ไวรัสคอมพ์นับวันยิ่งร้าย แจ้งเกิดใหม่นาทีละ10ตัว

นายคงศักดิ์ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาด้านเทคนิค บริษัท เทรนด์ ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากรายงานสรุปภัยคุกคามข้อมูลช่วง 6 เดือนแรก และการคาดการณ์ภัยคุกคามช่วงครึ่งหลังของปี 2551 ระบุว่า อาชญากรรมไซเบอร์พยายามใช้เทคนิคใหม่ๆ เพื่อหลอกล่อผู้บริโภค เช่น การนำเสนอฟิชชิ่งในรูปแบบการเตือนให้เหยื่อระวังเกี่ยวกับอีเมล์ฟิชชิ่ง ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้อีเมล์ฉบับนั้นน่าเชื่อถือ โดยครึ่งปีที่ผ่านมาภัยคุกคามบนเว็บเกิดขึ้นสูงสุดในเดือนมี.ค.ซึ่งมีปริมาณการโจมตีถึง 50 ล้านครั้ง จาก 15 ล้านครั้งในเดือนธ.ค.2550นายคงศักดิ์ กล่าวว่า รูปแบบการโจมตีของไวรัสล่าสุด พบมีการพัฒนาไวรัสให้ฆ่าซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสโดยเฉพาะ โดยหลอกให้โลโก้ของซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสยังทำงานเหมือนปกติ ทำให้เจ้าของเครื่องไม่สงสัย เรียกว่า disabled antimalware กว่าเจ้าของจะรู้ตัวเครื่องก็ติดไวรัสนับร้อยตัวจนเครื่องรวน ซึ่งข้อมูลจากปี 2550 พบไวรัสทั้งหมด 5.49 ล้านตัว เฉลี่ยพบไวรัสวันละ 1.5 หมื่นตัว หรือคิดเป็นชั่วโมงละ 600 ตัว และนาทีละ 10 ตัว ซึ่งประเทศไทยยังพบไวรัสประเภทเวิร์มและโทรจันเป็นส่วนใหญ่ดังนั้น เทรนด์ ไมโคร จึงปรับรูปแบบการตรวจจับไวรัสใหม่เป็น Smart Protection Network โดยสร้างเครือข่ายรวมขึ้นมาจากดาต้าเซ็นเตอร์ 10 ศูนย์ทั่วโลก เมื่อพบไวรัสใหม่ข้อมูลถูกส่งไปส่วนกลางเพื่อตรวจสอบที่มาและสร้างการป้องกัน พร้อมแจ้งให้ผู้ใช้ทั่วโลกทราบทันที ปัจจุบันเทรนด์ไมโครอัพเดทไวรัสทุกๆ 15 นาที และทดสอบไวรัสประมาณ 50 ล้านตัวอย่าง/ปี ตั้งเป้าจะทดสอบให้ได้ 250 ล้านตัวอย่าง/ปี

ประดิษฐ์กล้องช่วยคนตาบอดสำเร็จแล้ว

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า มีการคิดค้นประดิษฐ์กล้องจิ๋ว เพื่อช่วยให้คนพิการทางสายตากลับมาเห็นได้อีก บัดดนี้สำเร็จแล้วซึ่งคาดว่าผู้ที่สายตาพิการ อาจจะมีโอกาสมองเห็นได้อีกครั้งหนึ่ง โดยการใช้กล้องที่กำลังมีผู้คิดประดิษฐ์ขึ้น ....นักวิจัยเอลิสะเบธ โกลด์ริง ของสถาบันเทคโนโลยี แมสซาชูเสตต์ร่วมกับร็อบ เวบบ์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แห่งอเมริกา ได้ประดิษฐ์ "เครื่องช่วยการมอง" มีขนาดเท่ากับกระเป๋าหิ้ว ประกอบด้วยจอแอลซีดีและกล้องถ่ายภาพดิจิตอล ช่วยให้คนตาบอดมองเห็นได้ มันทำงานโดยป้อนภาพที่เห็นไปยังจอแอลซีดี อันเป็นจอที่ใช้ไดโอดเปล่งแสงสร้างความสว่างให้เกิดภาพ จอจะรวบรวมข้อมูลที่ได้รับทั้งหมดให้กลายเป็นจุดเดียว แล้วป้อนไปให้ที่ดวงตา ช่วยให้ผู้ตาบอดมองเห็นสิ่งนั้น
นักพัฒนาทั้งคู่กล่าวแจ้งว่า ในการทดลอง กล้องทำให้ผู้พิการทางสายตามองเห็นหน้าเพื่อนของตน และถึงกับถ่ายภาพได้
ตัวกล้องมีรูปร่างสี่เหลี่ยมโตประมาณ 5 นิ้ว ตั้งอยู่บนขาตั้ง เจ้าของแจ้งว่า ยังมีราคาถูกมากกว่าเครื่องส่องตรวจส่วนในของตาด้วยเลเซอร์ ซึ่งมีราคาอยู่ระหว่าง 140,000 ถึง 3,500,00 บาท

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2552

ภาษารัก


ภาษาพม่า เรียกว่า จิต พา เด (chit pa de)
เขมร เรียกว่า บอง สรัน โอน (Bon sro Iahn oon)
เวียดนาม เรียกว่า ตอย ยิ่ว เอ๋ม (Toi yue em)
มาเลเซีย เรียกว่า ซายา จินตามู (Saya cintamu)
อินโดนีเซีย เรียกว่า ซายา จินตา ปาดามู (Saya cinta padamu)
ฟิลิปปินส์ เรียกว่า มาฮัล กะ ตา (Mahal ka ta)
ญี่ปุ่น เรียกว่า คิมิ โอ ไอ ชิเตรุ (Kimi o ai shiteru)
เกาหลี เรียกว่า โน รุย สะรัง เฮ (No-rui sarang hae)
เยอรมัน เรียกว่า อิคช์ ลิบ ดิกช์ (Ich Liebe Dich)
ฝรั่งเศส เรียกว่า เฌอแตม (Je t''''aime)
ฮอลแลนด์ (ดัชต์) เรียกว่า อิค เฮา ฟาวน์ เยา (Ik hou van jou)
สวีเดน เรียกว่า ย็อก แอลสการ์ เด (Jag a Lskar dig)
อิตาลี เรียกว่า ติ อโม (Ti amo)
สเปน เรียกว่า เตอ เควียโร (Te quiero)
รัสเซีย เรียกว่า ยาวาส ลุยบลิอู (Ya vas Liubliu)
โปรตุเกส เรียกว่า อโม-เท (Amo-te)
จีนกลาง เรียกว่า หว่อ อ้าย หนี่ (Wo ai ni)
จีนแคะ เรียกว่า ไหง อ้อย หงี (Ngai oi ngi)
ฮกเกี้ยน เรียกว่า อั๊ว ไอ้ ลู่ (Auo ai Lu)
ตุรกี เรียกว่า เซนี เซวีโยรัม (Seni Seviyorum)

วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2552

การเฉลิมฉลองในวันขึ้นปีใหม่ของจีนทั้ง 15 วัน

ในวันแรกของวันขึ้นปีใหม่ตามจันทรคติ คือวันแห่งการต้อนรับเทพเจ้าแห่งสวรรค์และ โลกมนุษย์ ในวันแรกนี้คนส่วนใหญ่ จะละเว้นจากการรับประทานเนื้อสัตว์ เพราะเชื่อว่าการทำเช่นนี้ จะทำให้พวกเขามีชีวิตที่ยืนยาว และมีความสุข

ในวันที่สองของวันขึ้นปีใหม่ ชาวจีนจะสวดอ้อนวอนต่อ บรรพบุรุษและต่อเทพเจ้า พวกเขาจะปฏิบัติต่อสุนัขและเลี้ยงมันเป็นอย่างดี เนื่องว่าชาวจีนเชื่อว่า วันที่สองนี้เป็นวันเกิดของสุนัขทุกตัว

ในวันที่สามและสี่ จะเป็นวันสำหรับลูกหลานจะไปเคารพอวยพรต่อบิดามารดา ในวันที่ห้า จะเรียกวันนี้ว่าวัน Po Woo ในวันนี้ประชาชนจะอยู่กับบ้านเพื่อรอต้อนรับ เทพเจ้าแห่งความเงินทอง และจะไม่มีใครที่จะออกไป เยี่ยมครอบครัวและเพื่อนๆในวันนี้ เพราะจะเป็นการนำความโชคร้าย ไปสู่พวกเขาทั้งสองฝ่าย

ในวันที่หกจนถึงวันที่สิบของวันขึ้นปีใหม่ จะเป็นช่วงที่ชาวจีนออกไปเยี่ยม ญาติและเพื่อนๆ ตามอิสระ รวมไปถึงการไปสวดมนต์ที่วัดเพื่อให้มีสุขภาพและอนาคตที่ดี

ในวันที่สิบถึงวันที่สิบสอง จะเป็นวันที่เพื่อนและญาติ จะเชื้อเชิญกันไป รับประทานอาหารเย็น